มีอยู่วันนึง แม่เห็นว่าเราว่างจัดเลยชวนเราไปหาหมอฝังเข็ม ที่ลุง ป้า น้า อา อาม่า หรือแม้แต่พี่ชายแท้ๆของเรายังไปรับการรักษามาแล้ว ไปลองตรวจร่างกายดู
ตอนแรกกะว่าจะไปเล่นๆ ขำขำ ฝังลดน้ำหนักไรเงี้ย แต่ว่าไปไปมามา พอผลตรวจร่างกายที่แสดงออกมาเป็นกราฟจากคอมพิวเตอร์ ประเมินผลออกมา มันชักขำไม่ออก หมอนี่ตกใจเลยถามว่านี่คนๆเดียวกับที่นั่งอยู่รึป่าว ไอ้เราก็เริ่มงงๆ แต่อะนะก็ยังไม่คิดอะไร หลังจากนั้นก็เลยนั่งกรอกประวัติคนไข้ พอกรอกเสร็จ หมอก็เริ่มชวนคุย
หมอ: เรียนนิติ หรอ ทำไมถึงเรียนล่ะ
วุ้น: ชอบความยุติธรรมค่ะ(ไม่น่าตอบไปอย่างงั้นเลย น้ำเน่าโคด แต่ที่เรียนเพราะรู้สึกอย่างงั้นจริงๆนี่หว่า ใจจริงนี่ไม่เคยคิดเลยว่าอยากเป็นทนาย หรือพวกศาล แต่เพราะอุดมการณ์น้ำเน่าอันนี้แหล่ะที่ทำให้กุต้องมาตรากตรำเรียนอยู่นี่ไง...พลาดไปแล้วสิ)
หมอ: อาชีพอื่นก็ยุติธรรมได้
วุ้น: ...แล้วไง(คิดในใจ)
หมอ: ไปงานบอลมารึป่าว
วุ้น: ไปมาค่ะ(ฮ่าฮ่า 2-0 สะใจมาก)
หมอ: สปิริตมาก (คาดว่าหมอจะจบจากที่เดียวกันกะเรา)
ทีนี้หมอก็ตรวจชีพจรเรา ทั้งมือซ้ายและขวา
หมอ: ปกตินอนกี่โมง นอนดึกล่ะสิ
วุ้น: ...
หมอ: ปกตินอนเลยเที่ยงคืนใช่ไม๊ ตี1-ตี2
วุ้น: ป่าวนะคะ ปกติืนอนประมาณ 5ทุ่มครึ่ง
หมอ: (ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ)
หมอ: นอนก่อน5ทุ่มได้ไม๊
วุ้น: ...
หมอ: เพราะร่างกายมันใช้งานหนักมาก แล้วหน้าหนูนี่ซีดมากเลย เด๋วฉีดเลือดให้เอาไม๊
วุ้น: คือไม่อย่างงั้น ไม่ได้อ่านหนังสือค่ะ...ตอนนี้จะตกแหล่ไม่ตกแหล่อยู่แล้ว ไม่อ่านก็แย่ดิ(คิดในใจอีกแล้ว) หมอ: คือกราฟคนปกติเขาจะอยู่ตรงนี้ (หมอชี้ให้ดูบนประดาษ)แต่ของหนูมันตกลงมาจากกราฟปกติหมดเลย ร่างกายมันสะสมสารอยู่เยอะมาก
หลังจากสนทนากันพักใหญ่ หมอก็ให้ไปนอนบนเตียงคนไข้ รอฝังเข็ม ให้ตายเหอะ ฝังเจ็บมากกกกกกกก น้ำตาไหลพรากๆ รู้สึกถึงฝีเข็มเลยว่ามันลงไปเืกือบถึงกระดูก ไมมันเจ็บอย่างงี้
หมอ: เดี๋ยวอาการปวดหัวจะหายไปเลย แล้วนี่ปกติตอนเช้ามีน้ำมุกใช่ไม๊ ปวดท้องด้วยใช่ไม๊ ชี่ในร่างกายมันไม่สมดุลย์ ต่อไปต้องหมั่นร้องคาราโอเกะนะ ร้องทุกวันเสาร์ครั้งละครึ่งชั่วโมงก็ได้ จะได้รักษาม้าม เป็นภูมิแพ้ด้วยล่ะสิ
วุ้น: ได้แต่พยักหน้าอย่างเดียว หมอพูดอาการอะไรนี่ถูกหมด อย่างกับหมอเป็นเราเสียเอง
พยาบาล: น้ำตาไหลเลยหรอ
หมอ: ต้องเจ็บสิ เอากระดาษมาซับหน้าหน่อยเร็ว (กวักมือบอกพยาบาล)
แม่ที่นอนอยู่เตียงข้างๆ เลยหันมายิ้มเป็นกำลังใจให้เรา ทำไมแม่ไม่เห็นจะเจ็บจนน้ำตาไหลเลยนะ แต่ทำไมเรานี่ไหลไม่หยุด ทำไมล่ะ
พอฝังเข็มเสร็จก็มารับยา ยาบำรุงเยอะมาก กินทุกเช้า-เย็น ก่อนอาหาร รวมๆแล้วต้องกินครั้งล่ะ 5เม็ดได้ กินทีนี่แทบจะต้องกรอกยาใส่ปาก
หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน พวกป้าๆก็พูดว่า ที่เราเจ็บตอนฝังเข็มน่ะ เพราะว่าเราอาการหนัก แต่เดี๋ยวก็หาย เราอย่าเครียดมาก
แต่นั่นแหล่ะ พอได้กลับมานั่งคุยกับตัวเอง(เหมือนคนบ้าเลย555)ทำให้รู้ว่า อาการต่างๆที่เกิดขึ้นน่ะ มันเกิดจากตัวเราเองทั้งนั้น แค่เครียดตัวเดียวนี่ทำร่างกายวิบัติได้เลย เราไม่จำเป็นต้องไปหาหมอให้มาบอกอาการเราหรอก เราก็รู้อยู่แต่แรกแล้ว ร่างกายเรานิ่ ทำอะไรกับมันไว้ ทำไมเราจะไม่รู้ แต่ทีแย่คือ พอได้รับการยืนยันอาการต่างๆจากตัวหมอ มันเลยทำให้เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดๆอยู่มันเป็นเรื่องจริง เราเครียดจริง เราไม่ดูแลร่างกายเราจริง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เราไม่อยากให้แม่กะพ่อรู้ ก็เท่านั้นแหล่ะ ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง อยากให้ท่านเห็นว่าเรา บ้าบ้า บอบอ ติงต๊องๆ บ้าแต่งตัว ชอบช้อปปิ้ง ไร้สาระ ไปดีกว่า มาเห็นเราเครียด หรือร้องไห้ มันไม่ดีเลย
เออ พอหลังจากฝังเข็มได้2-3วัน อาการปวดหัวนี่หายไปปลิดทิ้งเลย ไม่น่าเชื่อ จริงจริงนะ
หมอ: เรียนนิติ หรอ ทำไมถึงเรียนล่ะ
วุ้น: ชอบความยุติธรรมค่ะ(ไม่น่าตอบไปอย่างงั้นเลย น้ำเน่าโคด แต่ที่เรียนเพราะรู้สึกอย่างงั้นจริงๆนี่หว่า ใจจริงนี่ไม่เคยคิดเลยว่าอยากเป็นทนาย หรือพวกศาล แต่เพราะอุดมการณ์น้ำเน่าอันนี้แหล่ะที่ทำให้กุต้องมาตรากตรำเรียนอยู่นี่ไง...พลาดไปแล้วสิ)
หมอ: อาชีพอื่นก็ยุติธรรมได้
วุ้น: ...แล้วไง(คิดในใจ)
หมอ: ไปงานบอลมารึป่าว
วุ้น: ไปมาค่ะ(ฮ่าฮ่า 2-0 สะใจมาก)

หมอ: สปิริตมาก (คาดว่าหมอจะจบจากที่เดียวกันกะเรา)
ทีนี้หมอก็ตรวจชีพจรเรา ทั้งมือซ้ายและขวา
หมอ: ปกตินอนกี่โมง นอนดึกล่ะสิ
วุ้น: ...
หมอ: ปกตินอนเลยเที่ยงคืนใช่ไม๊ ตี1-ตี2
วุ้น: ป่าวนะคะ ปกติืนอนประมาณ 5ทุ่มครึ่ง
หมอ: (ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ)
หมอ: นอนก่อน5ทุ่มได้ไม๊
วุ้น: ...
หมอ: เพราะร่างกายมันใช้งานหนักมาก แล้วหน้าหนูนี่ซีดมากเลย เด๋วฉีดเลือดให้เอาไม๊
วุ้น: คือไม่อย่างงั้น ไม่ได้อ่านหนังสือค่ะ...ตอนนี้จะตกแหล่ไม่ตกแหล่อยู่แล้ว ไม่อ่านก็แย่ดิ(คิดในใจอีกแล้ว) หมอ: คือกราฟคนปกติเขาจะอยู่ตรงนี้ (หมอชี้ให้ดูบนประดาษ)แต่ของหนูมันตกลงมาจากกราฟปกติหมดเลย ร่างกายมันสะสมสารอยู่เยอะมาก
หลังจากสนทนากันพักใหญ่ หมอก็ให้ไปนอนบนเตียงคนไข้ รอฝังเข็ม ให้ตายเหอะ ฝังเจ็บมากกกกกกกก น้ำตาไหลพรากๆ รู้สึกถึงฝีเข็มเลยว่ามันลงไปเืกือบถึงกระดูก ไมมันเจ็บอย่างงี้
หมอ: เดี๋ยวอาการปวดหัวจะหายไปเลย แล้วนี่ปกติตอนเช้ามีน้ำมุกใช่ไม๊ ปวดท้องด้วยใช่ไม๊ ชี่ในร่างกายมันไม่สมดุลย์ ต่อไปต้องหมั่นร้องคาราโอเกะนะ ร้องทุกวันเสาร์ครั้งละครึ่งชั่วโมงก็ได้ จะได้รักษาม้าม เป็นภูมิแพ้ด้วยล่ะสิ
วุ้น: ได้แต่พยักหน้าอย่างเดียว หมอพูดอาการอะไรนี่ถูกหมด อย่างกับหมอเป็นเราเสียเอง
พยาบาล: น้ำตาไหลเลยหรอ
หมอ: ต้องเจ็บสิ เอากระดาษมาซับหน้าหน่อยเร็ว (กวักมือบอกพยาบาล)
แม่ที่นอนอยู่เตียงข้างๆ เลยหันมายิ้มเป็นกำลังใจให้เรา ทำไมแม่ไม่เห็นจะเจ็บจนน้ำตาไหลเลยนะ แต่ทำไมเรานี่ไหลไม่หยุด ทำไมล่ะ
พอฝังเข็มเสร็จก็มารับยา ยาบำรุงเยอะมาก กินทุกเช้า-เย็น ก่อนอาหาร รวมๆแล้วต้องกินครั้งล่ะ 5เม็ดได้ กินทีนี่แทบจะต้องกรอกยาใส่ปาก
หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน พวกป้าๆก็พูดว่า ที่เราเจ็บตอนฝังเข็มน่ะ เพราะว่าเราอาการหนัก แต่เดี๋ยวก็หาย เราอย่าเครียดมาก
แต่นั่นแหล่ะ พอได้กลับมานั่งคุยกับตัวเอง(เหมือนคนบ้าเลย555)ทำให้รู้ว่า อาการต่างๆที่เกิดขึ้นน่ะ มันเกิดจากตัวเราเองทั้งนั้น แค่เครียดตัวเดียวนี่ทำร่างกายวิบัติได้เลย เราไม่จำเป็นต้องไปหาหมอให้มาบอกอาการเราหรอก เราก็รู้อยู่แต่แรกแล้ว ร่างกายเรานิ่ ทำอะไรกับมันไว้ ทำไมเราจะไม่รู้ แต่ทีแย่คือ พอได้รับการยืนยันอาการต่างๆจากตัวหมอ มันเลยทำให้เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดๆอยู่มันเป็นเรื่องจริง เราเครียดจริง เราไม่ดูแลร่างกายเราจริง แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เราไม่อยากให้แม่กะพ่อรู้ ก็เท่านั้นแหล่ะ ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง อยากให้ท่านเห็นว่าเรา บ้าบ้า บอบอ ติงต๊องๆ บ้าแต่งตัว ชอบช้อปปิ้ง ไร้สาระ ไปดีกว่า มาเห็นเราเครียด หรือร้องไห้ มันไม่ดีเลย
เออ พอหลังจากฝังเข็มได้2-3วัน อาการปวดหัวนี่หายไปปลิดทิ้งเลย ไม่น่าเชื่อ จริงจริงนะ
